ooiweb.com รับทำเว็บไซต์ ติดต่อ 091-526-5156 เพื่อเพิ่มยอดขายให้กับบริษัท ทำเว็บไซต์ที่สามารถสื่อสารกับลูกค้าให้ได้มากที่สุด ทำประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ ทำเว็บไซต์เสร็จแล้วไม่มีคนเข้าเว็บ ooiweb.comช่วยคุณได้



กำไรขาดทุน SME ต้องคิดเป็น

ส่วนใหญ่ SME ของไทยเราทั้งๆ ที่รู้ว่าเรื่องของ “กำไรขาดทุน” เป็นเรื่องสำคัญในระดับคอขาดบาดตายที่จะทำให้ธุรกิจของตนเองเจริญเติบโตต่อไปได้อย่างยั่งยืน หรือจะทำให้ธุรกิจเกิดวิกฤติอับปางไปก่อนที่จะประสบคว

 

แต่ SME หลายๆ ราย ก็ยังไม่ได้ให้ความสนใจหรือให้เวลาเพื่อมาติดตามกำไรขาดทุนของกิจการให้เกิดความถูกต้องแม่นยำ และตรวจสอบตัวเลขกำไรขาดทุนของกิจการอยู่บ่อยๆ อย่างเป็นประจำ SME บางรายยังไม่อาจตอบได้ว่า ธุรกิจที่ตนทำอยู่ทุกวันๆ นั้น สร้างกำไรให้ได้มากน้อยเท่าไร หรือบางครั้งธุรกิจยังอยู่ในสภาพที่ขาดทุนอยู่ แต่เจ้าของยังไม่รู้สึกว่าธุรกิจเริ่มขาดทุนแล้ว

 

ในการทำธุรกิจค้าขายโดยทั่วไป เจ้าของกิจการหรือผู้ขาย มักจะให้ความสำคัญไปที่เงินสดที่เกิดขึ้นจากการซื้อขาย เนื่องจากเป็นสิ่งที่เห็นเป็นรูปธรรมได้ชัดเจนง่ายที่สุด

 

ดังนั้นหากกิจการขาดเงินสด หรือไม่มีเงินสดหมุนเข้ามาในกิจการได้ทัน ก็อาจตีความว่าธุรกิจย่ำแย่ ขาดทุน จำเป็นที่จะต้องดิ้นรนไปหาแหล่งเงินช่วยเหลือมาจากภายนอก ซึ่งก็คือการไปกู้หนี้ยืมสินคนอื่นมานั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นการกู้จากธนาคารหรือสถาบันการเงินต่างๆ ในระบบ หรือการกู้นอกระบบจากแหล่งต่างๆ เท่าที่จะสามารถหาได้

 

การคิดกำไรขาดทุนทางธุรกิจที่ถูกต้อง จะต้องคำนึงถึงมูลค่าของทรัพย์สินหรือหนี้สินที่ยังอาจไม่ได้อยู่ในรูปของเงินสดมาประกอบด้วย ดังตัวอย่างที่จะนำมาแสดงให้เห็นวิธีคิดที่ถูกต้อง ดังนี้

 

สมมติว่า ธุรกิจลงทุนไปซื้อสินค้ามาขาย โดยซื้อมาในราคาชิ้นละ 7 บาท จำนวนทั้งหมด 100 ชิ้น และนำสินค้านั้นไปขายในราคาชิ้นละ 8 บาท ถามว่า ธุรกิจจะได้กำไรเท่าไร?

 

SME บางคนก็คงจะตอบได้ทันทีว่า ได้กำไร 100 บาท เพราะลงทุนไป 700 บาท ขายสินค้าได้เงินมา 800 บาท เท่ากับได้กำไร 100 บาท นั่นเอง

 

คราวนี้ลองมาคิดตามดูต่อไปว่า หากในวันนั้นขายสินค้าไปได้เพียง 60 ชิ้น จะได้กำไรหรือขาดทุนเท่าไร? ถ้าไม่คิดให้ดี และรีบเข้าใจว่าวันนั้นขายขาดทุนไป 220 บาท เนื่องจากซื้อสินค้ามาทั้งหมด 700 บาท (ซื้อมา 100 ชิ้น ชิ้นละ 7 บาท) และขายไปได้เงิน 480 บาท (ขายได้ 60 ชิ้น ชิ้นละ 8 บาท) ส่วนต่างคือ 220 บาท

 

ในกรณีนี้ต้องคิดว่า ซื้อสินค้ามาชิ้นละ 7 บาท ขายไปชิ้นละ 8 บาท ก็ต้องมีกำไรชิ้นละ 1 บาท เพราะฉะนั้น ขายไปได้ 60 ชิ้น ย่อมได้กำไร 60 บาทแน่นอน ซึ่งเป็นวิธีคิดกำไรขาดทุนที่ถูกต้อง โดยคิดจาก “ต้นทุนของสินค้าที่ขายไป”

 

เมื่อสิ้นวันนั้นกิจการลงทุนซื้อสินค้ามา 100 ชิ้น จำนวน 700 บาท ขายได้ 60 ชิ้น ได้เงิน 480 บาท จึงยังเหลือสินค้าอยู่ในร้าน 40 ชิ้น เทียบเท่ากับมูลค่า 280 บาท (40 ชิ้น ต้นทุนชิ้นละ 7 บาท) ดังนั้นกิจการได้ถือครองเงินสดจากการขายสินค้าได้ จำนวน 480 บาท กับสินค้าคงเหลือในร้าน 280 บาท รวม 760 บาท แต่ลงทุนไปเพียง 700 บาท จึงถือว่าได้กำไร 60 บาท

 

สินค้าคงเหลือจึงถือว่าเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งที่จะต้องนำมาตีมูลค่า โดยเฉพาะเมื่อต้องการรู้กำไรขาดทุนที่แท้จริงของกิจการเป็นเท่าไร ไม่ใช่ดูแต่เงินสดในมือแต่เพียงอย่างเดียว

 

ในสถานการณ์ต่อไป ลองมาดูว่า หากในวันนั้นได้ลงทุนซื้อสินค้ามาขาย 700 บาท ขายไปได้ 60 ชิ้น รวม 480 บาท แต่สมมติกิจการต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเช่าแผงเพื่อทำให้สามารถนำสินค้าไปวางให้ขายได้ เป็นเงิน 70 บาท ถามว่า วันนั้นกิจการได้กำไรหรือขาดทุนเท่าไร?

 

คำตอบก็คือ ขาดทุน 10 บาท

 

เนื่องจากขายได้กำไร 60 บาท (ขายได้ 60 ชิ้น กำไรชิ้นละ 1 บาท-ตามตัวอย่างที่ได้แสดงมาแล้ว) แต่จะมี “ค่าใช้จ่ายในการขาย” คือ ค่าเช่าแผง 70 บาท เทียบกับกำไรที่ได้จากการขายเพียง 10 บาท เท่ากับวันนี้ทำธุรกิจขาดทุนไป 10 บาท

 

ค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นในกิจการจะทำให้กิจการสามารถดำเนินงานและค้าขายต่อไปได้ จะต้องถูกนำมารวมในการคิดกำไรขาดทุนด้วยเสมอ

 

ค่าใช้จ่ายในการขายที่อาจเกิดขึ้นในธุรกิจทั่วๆ ไป เช่น ค่าเช่าร้านหรือค่าเช่าแผง ค่าแรงพนักงานหรือเงินเดือน ค่าขนส่งสินค้าไปขาย ถือเป็นค่าใช้จ่ายในกิจการ แต่ค่าเล่าเรียนลูก ค่าเถ้าแก่ไปพักผ่อนหย่อนใจในคาเฟ่หรือในผับ ไม่ถือว่าต้องนำมาคิดเป็นค่าใช้จ่ายของกิจการ

 

ดังนั้นจึงไม่ต้องนำมาคิดรวมในกำไรขาดทุนของกิจการ บางครั้งการที่กิจการสามารถขายของได้เป็นอย่างดี แต่เงินมีไม่พอสำหรับให้เถ้าแก่ใช้จ่าย ต้องวิ่งไปแสวงหาแหล่งเงินกู้ภายนอกมาช่วยตลอดเวลา อาจจะไม่ได้เกิดจากกิจการทำการค้าขาดทุนแต่อย่างใด!!!

 

ถ้า SME สามารถเข้าใจวิธีคิดกำไรขาดทุนของกิจการ SME อาจจะมองเห็นช่องทางการสร้างความแข็งแกร่งให้กับกิจการได้ชัดเจนดีขึ้น เช่น การวางแผนใช้จ่ายให้รัดกุมหรือการลดต้นทุนต่างๆ ลงให้เหลือน้อยที่สุด การไม่เก็บวัตถุดิบหรือสินค้าคงเหลือไว้มากและนานเกินไป และการตามเร่งรัดเก็บเงินจากลูกหนี้ที่ไม่ยอมจ่ายเงินค่าสินค้า

 

ที่กล่าวมาทั้งหมดจะทำให้กิจการมีกำไรและมีเงินสดครอบครองมากพอที่จะขยายธุรกิจและสร้างความมั่งคั่งให้กับเจ้าของกิจการได้มากกว่าที่คิดก็ได้

 



บทความอื่นๆ

เอ.พี.ฟาร์ม่า

แบงค์กรุงเทพ เตรียมเปิดสาขาใหม่ ในพม่าแล้ว พร้อมให้บริการแบบครบวงจร

บสย. บุกเมืองชล!! จัดสัมมนาช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME พร้อมร่วมเสวนาเรื่องสินเชื่อ

Smart SME EXPO 2015 พีเพิลมีเดีย กรุ๊ป รวมสุดยอดโอกาส SME

กระแสการปั่นจักรยาน สร้างผลดีต่อตลาดสินค้าแฟชั่น เสื้อผ้านักปั่นในอิตาลี

คู่มือเตรียมความพร้อมทำธุรกิจส่วนตัว (Quit Your Job, Follow Your Dream)

กสิกรไทย จับมือ หอการค้าโอซาก้า พร้อมหนุนธุรกิจ SME ไทย-ญี่ปุ่น

The Smart Chef Challenge 2015 ค้นหาสุดยอดเชฟอาหารไทย 4 ภาค เวทีสำหรับคนชอบแสดงฝีมือปลายจวัก

หอการค้าไทย บุกเมืองจันทบูร จัดสัมมนา SMEs...วิธีทำเงิน ครั้งที่ 15

วิเคราะห์การขนส่ง ลดต้นทุน ขยายผลกำไร